“ฟ้าให้จิวยี่เกิดมาแล้วไยต้องให้ขงเบ้งเกิดมาด้วยเล่า”
เป็นประโยคที่โด่งดังมากที่สุดอันหนึ่งในเรื่องสามก๊ก ที่บุรุษผู้หนึ่งได้พูดเอาไว้ก่อนตาย ชายคนนี้เป็นยอดแม่ทัพเรืออัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งยุคสามก๊ก อีกทั้งยังเป็นบุรุษรูปงามอีกด้วยเขามีชื่อว่า จิวยี่ กงจิ๋น แม่ทัพใหญ่หรือผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งรัฐหวูหรือที่คนไทยรู้จักกันว่า “ง่อก๊ก”
เรื่องราวของเขานั้นได้รับการกล่าวขวัญถึงและเป็นที่รู้จักในหมู่แฟนหนังสือสามก๊กในฐานะของยอดอัจฉริยะผู้เป็นคู่ต่อสู้ที่ทัดเทียมกันกับมังกรอัจฉริยะอย่างขงเบ้ง ถึงแม้เขาจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในท้ายที่สุดก็ตาม
ในสามก๊กของหลอก้วนจงนั้นได้สร้างภาพพจน์ของจิวยี่ว่าเป็นคนใจแคบและขี้อิจฉาขงเบ้งว่ามีสติปัญญาเหนือกว่าตน และสุดท้ายก็ต้องกระอักเลือดตายด้วยความเจ็บแค้น
แต่ตัวตนที่แท้ของเขานั้นเป็นเช่นนั้นจริงหรือ
เขาเป็นขุนศึกหนุ่มที่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักของกังหนำตั้งแต่สมัยที่ซุนเซ็กยังมีชีวิตอยู่ด้วยวัยเพียง 24 ปี และก็เป็นเสาหลักให้ตระกูลซุนมาตลอดจนถึงในยุคของซุนกวน และได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากทั้งซุนเซ็กและซุนกวนอย่างมาก
ตัวเขาเองนั้นตลอดชั่วชีวิตก็จงรักภักดีต่อตระกูลซุนอย่างจริงใจและเหล่าแม่ทัพนายทหารที่มีอายุมากกว่าเขานั้นต่างก็ยอมที่จะอยู่ใต้บัญชาการของเขาโดยไม่เกี่ยงงอน
คนแบบนี้หรือที่เป็นจะคนใจคับแคบอย่างที่ในนิยายได้ว่าไว้ ถ้าเช่นนั้นคงต้องมาดูเรื่องราวของเขา
ประวัติโดยย่อ
จิวยี่ ชื่อรองกงจิ๋น เกิดเมื่อปี ค.ศ.176 ตระกูลจิวนั้นเป็นตระกูลชั้นสูง ปู่ของเขาเคยเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในขณะที่บิดาของเขานั้นเคยเป็นผู้ว่าราชการของนครหลวงลั่วหยางต่อมาเกิดกบฏโจรโพกผ้าเหลือรวมทั้งเกิดการจลาจลขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้ครอบครัวของจิวยี่จำต้องอพยพลงมายังภาคใต้ ดังนั้นเขาจึงเป็นคนจึงมิใช่คนใต้โดยกำเนิดแต่เป็นคนเหนือที่ไปได้ดีที่ภาคใต้โดยกลายเป็นแม่ทัพเรือที่เก่งที่สุดของยุคนั้นไป
นั่นเป็นข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งว่าจริงๆแล้วคนจีนทางตอนเหนือไม่ได้ไร้ความสามารถทางการเดินเรือ นั่นเพราะทั่วประเทศจีนนั้นเต็มไปด้วยแม่น้ำใหญ่น้อยมากมาย ซึ่งการเดินทางนั้นจำเป็นต้องใช้เรือ ทำให้ชาวจีนทั่วทุกภูมิภาคเป็นผู้ที่ชำนาญในการเดินเรืออย่างมาก ตัวอย่างนี้ก็ดูได้จากจูล่งซึ่งเป็นชาวเหนือเช่นกันแต่ก็มีความเชี่ยวชาญในการยิงธนูขณะที่อยู่บนเรือ
จิวยี่เมื่อได้มาอยู่ที่ภาคใต้ก็ได้มีโอกาสไปอยู่ที่กังหนำซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของซุนเกี๋ยนผู้นำตระกูลซุน ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจ้าแห่งพิชัยสงครามอย่างซุนหวู่
ซุนเกี๋ยนนั้นเป็นยอดนักรบผู้ห้าวหาญที่ได้สร้างชื่อมาจากการปราบปรามพวกโจรโพกผ้าเหลือง เขามีลูกอยู่ 5 คน โดยคนโตที่ชื่อว่าซุนเซ็กนั้นเป็นเด็กหนุ่มที่มีความห้าวหาญไม่แพ้ผู้เป็นพ่อ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อเวลาที่ซุนเกี๋ยนออกรบนั้น เขามักจะพาลูกๆของเขาๆไปในสนามรบด้วยเสมอ นั่นทำให้ลูกของเขานั้นเป็นนักรบที่มีชื่อเสียงตั้งแต่อายุยังน้อย
ตัวจิวยี่ในวัยเด็กนั้นได้รู้จักสนิทสนมกับซุนเซ็กซึ่งแก่กว่าตนแค่เดือนเดียว และไม่ช้าพวกเขาทั้ง 2 ก็ได้กลายเป็นเพื่อนตายที่ดีต่อกัน
ซุนเซ็กนั้นฉายแววความเป็นนักรบผู้กล้าหาญตั้งแต่ยังหนุ่ม ในขณะที่จิวยี่ก็ได้แสดงอัจฉริยะภาพออกมาตั้งแต่วัยหนุ่มเช่นกัน
ปีค.ศ.189 เกิดกองทัพพันธมิตรต่อต้านตั๋งโต๊ะขึ้น โดยมีขุนศึกจากทั่วแผ่นดินถึง 18 หัวเมืองเข้าร่วมด้วย ซุนเกี๋ยนในฐานะเจ้าเมืองเตียงสาก็เป็นผู้หนึ่งที่เข้าร่วมในศึกครั้งนี้
โจโฉนั้นเล็งที่จะยึดเกงจิ๋วของเล่าเปียวเป็นอันดับแรกเพราะที่นี่เป็นเส้นทางสำคัญที่จะใช้ในการเดินทัพลงสู่ภาคใต้ของประเทศ และเป้าหมายต่อมาก็คือกังหนำของซุนกวน ซึ่งถือได้ว่าเป็นดินแดนที่เปี่ยมไปด้วยความอุดมสมบูรณ์และยังมีเศรษฐกิจที่มั่นคงเพราะมีการค้าขายทางทะเลอีกด้วย
ตรงนี้ขอเล่าแบบตัดบทเล็กน้อย
นั่นคือเมื่อโจโฉสามารถยึดเมืองเกงจิ๋วได้เพราะเล่าจ๋องทายาทของเล่าเปียวซึ่งเป็นผู้ครองเมืองคนต่อมายอมสวามิภักดิ์แล้ว เป้าหมายต่อไปของโจโฉที่กำลังฮึกเหิมในชัยชนะนั่นก็คือการบุกยึดกังหนำของซุนกวน
โดยโจโฉได้ส่งจดหมายให้ซุนกวน มีความหมายว่าตนกำลังจะนำทัพร้อยหมื่นบุกมา ให้ยอมสวามิภักดิ์ซะโดยดี ซุนกวนร้อนใจมาก จึงรีบเรียกประชุมเหลาขุนนางโดยด่วนเพื่อปรึกษาหารือว่าจะทำเช่นไร
แล้วตอนนี้เองที่ขงเบ้งซึ่งเป็นกุนซือของเล่าปี่ได้เดินทางมาหาซุนกวนเพื่อที่จะขอร้องให้ซุนกวนร่วมเป็นพันธมิตรกับเล่าปี่เพื่อรับศึกพอดี
ที่เล่าปี่มาขอเป็นพันธมิตรก็เพราะก่อนหน้านี้เล่าปี่ได้อาศัยอยู่กับเล่าเปียว โดยรับหน้าที่เจ้าเมืองซินเอี๋ยเพื่อคอยต้านโจโฉ แต่พอเล่าเปียวตายลงเล่าจ๋องกลับยอมสวามิภักดิ์ เล่าปี่ซึ่งไม่มีทางเลือกจึงต้องถอยหนีตายลงมาจนถึงเมืองแฮเค้าของเล่ากี๋ ผู้เป็นบุตรคนโตของเล่าเปียวแต่ไม่ได้รับสืบทอดเกงจิ๋ว เพราะถูกมารดาของเล่าจ๋องกีดกัน
เล่าปี่กับโจโฉนั้นยังไงก็อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ ไม่คนใดคนหนึ่งจะต้องตายไป ดังนั้นแม้ว่าเล่าปี่จะมีกำลังทหารน้อยกว่ามากแค่ไหน ก็ยังคงคิดที่จะสู้ไม่ถอย
ด้วยเหตุนี้จึงมาขอเป็นพันธมิตรกับซุนกวนที่มีกองทหารที่กล้าแข็งให้ช่วยเหลือ
และเล่าปี่ที่จับมือกับซุนกวนก็ได้ร่วมกันเป็นพันธมิตรสู้ศึกกับโจโฉ โดยเปิดศึกกันที่ผาแดง(ผาเซ็กเพ็ก) และสงครามครั้งนี้ก็ได้กลายเป็นสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 1 ใน 3 ของเรื่องสามก๊กที่ผลหลังจากนั้นได้ทำให้ขั้วอำนาจของประเทศจีนในเวลานั้นได้แบ่งออกเป็น 3 ฝ่ายใหญ่ๆ และกลายเป็นสามก๊กในภายหลัง
สงครามครั้งนี้ถูกเรียกกันว่า “สงครามเซ็กเพ็ก”
เกี่ยวกับเรื่องราวนับจากตรงนี้ไปจนจบศึกเซ็กเพ็กนั้น ในสามก๊กของหลอก้วนจงได้บรรยายเอาไว้อย่างน่าตื่นเต้น และได้ทำให้ขงเบ้งกลายเป็นตัวเอกไป ทั้งที่ตามความเป็นจริงในประวัติศาสตร์แล้วผู้ที่มีบทบาทมากที่สุดในการเตรียมทัพเพื่อสู้กับโจโฉนั้นก็คือจิวยี่
แต่เพราะในนิยายสามก๊กของหลอก้วนจงนั้นต้องการเชิดชูฝ่ายเล่าปี่ ขงเบ้งจึงได้รับบทเด่นตรงนี้ไป
ในนิยายนั้น กล่าวถึงตอนที่ขงเบ้งเดินทางมาถึงกังหนำและเข้าพบซุนกวนไว้อย่างดุเด็ดเผ็ดมันทีเดียว โดยบอกว่าเหล่าขุนนางของซุนกวนนั้นต่างมีความเห็นในเรืองการศึกแยกเป็น 2 ฝ่าย นั่นคือฝ่ายบุ๋นที่นำโดยเตียวเจียวเสนอให้ยอมสวามิภักดิ์ต่อโจโฉ โดยให้เหตุผลว่ากองทัพของโจโฉมีจำนวนมหาศาลถึงรบไปก็มีแต่จะแพ้และสร้างความเดือดร้อนแก่ให้ราษฎรชาวกังหนำ ในขณะที่ฝ่ายบู๋ซึ่งนำโดยพวกอุยกายและเทียเภาเสนอให้รบ โดยให้เหตุผลว่ากังหนำแม้จะมีทหารน้อยกว่า แต่ก็มีแม่น้ำแยงซีไหลผ่านทำให้เป็นชัยภูมิที่มั่นคงหากต้องเกิดการรบย่อมเป็นฝ่ายได้เปรียบและเหล่าแม่ทัพนายกองของกังหนำทุกคนต่างก็พร้อมที่จะสู้ยอมตายให้ซุนกวน
ซุนกวนยังคงลังเลใจ เพราะตัวเขายังไม่เคยได้มีโอกาสในการเป็นแม่ทัพใหญ่นำทัพออกศึกจริงแบบนี้มาก่อน จึงปรึกษากับโลซกผู้เป็นขุนนางคนสนิท
โลซกนั้นเดิมทีเป็นตัวตั้งตัวตีในการให้ซุนกวนผูกเป็นพันธมิตรกับเล่าปี่ เขาเป็นคนที่คอยเจรจาและติดต่อกับขงเบ้งให้มาที่กังหนำ และเมื่อพันธมิตรได้เกิดขึ้นแล้ว ในภายหลังก็เป็นเขานี่แหละที่พยายามอย่างสุดกำลังเพื่อรักษาความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ฝ่ายเอาไว้ ดังนั้นถ้าจะพูดว่าเขากับขงเบ้งเป็นผู้ที่ให้กำเนิดพันธมิตรเล่า-ซุนก็ไม่เกินเลยไปนัก
โลซกแม้จะเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น แต่เขาเป็นผู้ที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญ เขาเห็นว่าซุนกวนสมควรจะเปิดศึกกับโจโฉ โดยให้เหตุผลสำคัญคือ หากว่าซุนกวนยอมสวามิภักดิ์นั้น ซุนกวนก็จะต้องถูกริบรอนอำนาจและยศศักดิ์รวมถึงอาจถูกส่งไปอยู่ในแดนไกล หมดโอกาสที่จะตั้งตัวอีกตลอดไป แต่กับขุนนางคนอื่นๆหรือตัวเขานั้น ยังไงซะก็คงจะได้เข้ารับราชการเหมือนเดิมในสังกัดโจโฉ เพียงแต่อาจจะได้ยศศักดิ์ที่น้อยลงเท่านั้น เพราะฉะนั้นหากคิดถึงตัวซุนกวนแล้ว ไม่ควรสวามิภักดิ์โดยเด็ดขาด
ซุนกวนจึงคิดได้และตัดสินใจยอมรับเป็นพันธมิตรพร้อมทั้งยอมพบและพูดคุยกับขงเบ้งที่เป็นทูตของเล่าปี่
แต่กระนั้นก็ยังคงมีความลังเลอยู่บ้างนั่นเพราะว่าเขายังไม่ได้ปรึกษากับจิวยี่ซึ่งในขณะนั้นตัวจิวยี่เองกำลังฝึกทหารเรืออยู่ที่กวนหยง ซุนกวนจึงได้ส่งสารเรียกตัวจิยี่กลับมาที่กังหนำด่วนเพื่อปรึกษาเรื่องนี้
จิวยี่เมื่อกลับมานั้น ด้วยการแนะนำของโลซกจึงได้พบกับขงเบ้งและพูดคุยกันในเรื่องการเปิดศึกกับโจโฉ
ในสามก๊กฉบับนิยายของหลอก้วนจงนั้นได้บรรยายไว้ว่า จิวยี่ไม่คิดจะเปิดศึกกับโจโฉและจับมือเป็นพันธมิตรกับเล่าปี่เพราะเขาคิดว่าการที่จะเปิดศึกกับโจโฉที่มีทหารนับล้านนั้นเป็นการเสี่ยงเกินไป และโจโฉนั้นสามารถยึดครองแดนตงง้วน(ภาคกลาง)ได้หมด ทำให้มีอิทธิพลกล้าแข็ง ไม่ควรที่จะเป็นศัตรูด้วย
แต่ด้วยคารมของขงเบ้งที่ได้ยั่วยุจิวยี่โดยบอกว่าเหตุที่โจโฉนำทัพบุกลงใต้นั้น นอกเหนือจากต้องการรวบรวมประเทศแล้วยังมีจุดหมายอยู่ที่ “นางสองเกี้ยว” สองสาวงามผู้เลื่องลือไปทั่วแผ่นดินผู้เป็นภรรยาและพี่สะใภ้ของจิวยี่อีกด้วย
โดยขงเบ้งได้อ้างว่าโจโฉนั้นได้สร้างปราสาทนกยูงสัมฤทธิ์ขึ้น ซึ่งตัวเขาตั้งใจไว้เป็นที่หาความสำราญโดยการนำสาวงามทั่วแผ่นดินไปไว้ในปราสาท และให้โจสิดผู้เป็นลูกชายคนที่ 4 ที่มีความเชี่ยวชาญในการแต่งโคลงกลอน ได้แต่งโคลงชื่นชมปราสาทซึ่งมีใจควาในทำนองที่ว่าต้องการนางสองเกี้ยวไปไว้ชื่นชม
ด้วยเหตุนี้เองจิวยี่จึงโกรธจัด ประกาศไม่อยู่ร่วมโลกกับโจโฉและจับมือกับขงเบ้งร่วมกันต้านศึกนี้
แต่เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้มีบันทึกในประวัติศาสตร์จริง ที่สำคัญปราสาทนกยูงสัมฤทธิ์นั้นอันที่จริงแล้วสร้างขึ้นในปีค.ศ.210 ซึ่งเป็น 2 ปีหลังจากที่ศึกเซ็กเพ็กจบลงแล้วต่างหาก
ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ขงเบ้งจะนำเอากลอนบทนี้มาใช้ยั่ยยุจิวยี่เพื่อให้เปิดศึก
ด้วยเหตุนี้จึงฟันธงได้เลยว่าเหตุที่จิวยี่ตัดสินใจเปิดศึกกับโจโฉนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ขงเบ้งมายั่ยุแม้แต่น้อย แต่ตัวจิวยี่ได้พิจารณาหลายๆด้านแล้วพบว่าสามารถสู้ได้ต่างหาก
นี่จึงเป็นสิ่งหลอก้วนจงแต่งเพิ่มขึ้นมาเพื่อยกให้ขงเบ้งมีความโดดเด่นขึ้นและให้เรื่องราวมีความน่าตื่นเต้นขึ้นตามแบบฉบับของนิยายเท่านั้นเอง ซึ่งอันที่จริงแล้วจิวยี่พิจารณาแล้วว่ามีโอกาสชนะศึก ด้วยปัจจัยเหล่านี้
-กังหนำมีชัยภูมิที่ดีเนื่องจากมีแม่น้ำหลายหลายไหลผ่าน เหมาะแก่การตั้งรับ ไม่ว่าข้าศึกจะมีกองทัพมากมายแค่ไหนก็ไม่อาจตีแตกได้ง่ายๆ
-กังหนำมีความอุดมสมบูรณ์ในและมีเศรษฐกิจมั่นคง ทำให้กำลังทหารเข้มแข็งตามไปด้วย
-เหล่าแม่ทัพนายกองและทหารใหญ่น้อยของกังหนำล้วนแต่มีจิตใจมุ่งมั่นที่จะเอาชนะศึกโดยไม่กลัวความตาย
-โจโฉนั้นเพิ่งจะได้ชัยชนะในการปราบปรามภาคเหนือทำให้เกิดความกระหยิ่มยิ้มย่องในชัยชนะมากเกินไป และเกิดความประมาทขึ้นได้
-ทหารส่วนใหญ่ของโจโฉที่ใช้ในการตีภาคใต้ล้วนแต่เป็นทหารที่รวบเอามาจากทัพที่พ่ายแพ้ของอ้วนเสี้ยวและทหารเกงจิ๋วที่มาสวามิภักดิ์ ด้านกำลังขวัญจึงอาจจะมีไม่มากนัก
-ช่วงนั้นเกิดโรคระบาดขึ้นตามแถบหัวเมืองภาคใต้พอดี และหลังจากนั้นไม่นานก็เกิดโรคระบาดขึ้นในทัพของโจโฉจริงๆ ทำให้ทหารล้มตายไปมากมาย
เมื่อพิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้จิวยี่จึดคิดว่านี่เป็นโอกาสเหมาะที่สุดที่จะเอาชนะโจโฉได้ จึงเสนอให้ซุนกวนตัดสินใจรบกับโจโฉทันที
ในที่ประชุมขุนนางซุนกวนมอบกระบี่อาญาสิทธิ์ให้กับจิวยี่และมอบตำแหน่งแม่ทัพใหญ่เพื่อให้จิวยี่มีอำนาจการตัดสินใจเต็มที่ ในการทำศึก พร้อมทั้งประกาศว่าหากใครยังไม่เห็นด้วยในการเปิดศึก นั่นทำให้พวกที่ไม่เห็นด้วยต่างหงอไปตามๆกันและยังเป็นการทำให้แม่ทัพนายกองของกังหนำสามารถรวมใจเป็นหนึ่งเดียวกันได้
ตรงนี้มีเกร็ดน่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับที่จิวยี่ได้ตำแหน่งบัญชาการสูงสุดในกองทัพนั้น ทำให้แม่ทัพอาวุโสอย่างเทียเภาซึ่งรับใช้ตระกูลซุนมาตั้งแต่สมัยของซุนเกี๋ยนนั้นไม่ค่อยชอบใจนัก เพราะจิวยี่มีอายุแค่ 34 ปี แต่กลับมีอำนาจบัญชาการสูงสุดในกังหนำ เรียกได้ว่าภายในกังหนำนี้จิวยี่มีอำนาจเป็นรองอยู่แค่คนเดียวนั่นคือซุนกวน
เทียเภาจึงน้อยใจและขังตัวเองอยู่ในที่พักไม่ยอมเข้าประชุมทัพด้วย เมื่อจิวยี่รู้เข้าจึงไปาหเทียเภาถึงที่พักและแสดงความนอบน้อมจนเทียเภาเกิดความละอายและรีบขอขมาต่อจิวยี่และจับมือกันเพื่อรับศึกกับโจโฉอย่างเต็มกำลัง
เกร็ดตรงนี้เป็นการบอกให้รู้ว่าจิวยี่นั้นไม่ใช่คนที่มีใจคอคับแคบเหมือนอย่างในนิยายได้ว่าไว้ แต่จริงๆแล้วเขาเป็นคนที่มีจิตใจกว้างขวางมาก ไม่เช่นนั้นคงจะไม่สามารถเอาชนะใจเหล่าแม่ทัพของกังหนำที่เต็มไปด้วยเหล่าผู้อาวุโสกว่าเขาได้
ในนิยายนั้นได้บอกว่าจิวยี่มีความอิจฉาในตัวขงเบ้งที่เป็นผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศ จึงไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะตัวจิวยี่ไม่มีความจำเป็นต้องไปอิจฉาอะไรในตัวขงเบ้งเลย
จิวยี่นั้นเป็นถึงบุรุษหมายเลข 2 ของกังหนำซึ่งเป็นดินแดนที่มีอาณาเขตและกำลังทหารที่เข้มแข็งและยังคุมทหารนับหมื่น ในขณะที่ขงเบ้งนั้นเป็นเพียงที่ปรึกษาของเล่าปี่ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีเมืองเป็นของตัวเองเลยด้วยซ้ำ
จิวยี่ได้ภรรยาคือนางเสียวเกี้ยว ซึ่งเป็นถึงสาวงามเลื่องชื่อแห่งแผ่นดิน แต่ภรรยาของขงเบ้งคือนางหวังเย่อิงนั้นได้ชื่อว่าเป็นสตรีที่ขี้เหร่มากคนหนึ่งเพียงแต่ที่ขงเบ้งเลือกนางเป็นภรรยานั้นเพราะนางมีความรอบรู้ในศาสตร์ลึกลับหลายแขนง
ไม่มีเหตุผลใดที่จิวยี่จะต้องไปอิจฉาขงเบ้งเลยแม้แต่น้อย
ถ้าจะบอกว่าจิวยี่ไม่ค่อยไว้วางใจในตัวขงเบ้งกับเล่าปี่ และระแวงว่าท้องสองคนจะกลายเป็นศัตรูที่ร้ายกาจในภายหลัง นั่นต่างหากถึงจะสมเหตุสมผลมากกว่า ทำให้การกระทำและนโยบายใดๆของซุนกวนและโลซกที่ส่อว่าจะเอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายเล่าปี่ เขาจะไม่ค่อยยินยอมนัก ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภายหลัง มันก็เป็นเช่นนี้จริงๆ
เรื่องการศึกเซ็กเพ็ก ในฉบับนิยายนั้นได้บรรยายไว้อย่างน่าตื่นเต้นและน่าติดตามทั้งช่วงเตรียมทัพ การวางแผน วางกลศึก ไปจนถึงช่วงที่เปิดฉากและสงครามจบลง มีเรื่องราวพิศดารหักมุม วางแผนซ้อนแผน และเชือดเฉือนกันอย่างดุเดือด โดยมีขงเบ้งเป็นตัวเอกที่มีบทเด่นที่สุด
แต่เรื่องจริงในประวัติศาสตร์แล้วคนที่มีความสำคัญและมีบทบาทที่โดดเด่นที่สุดก็คือจิวยี่
ในฉบับนิยายนั้นเล่าว่าจิวยี่ได้ขอคำแนะนำจากขงเบ้งในการที่จะทำลายกองทัพเรือของโจโฉ โดยขงเบ้งแนะไปว่าให้ใช้ไฟในการทำลาย แต่ปัญหาคือการจะใช้ไฟเผาทำลายทัพเรือนั้นจำต้องทำให้เรือแต่ละลำถูกล่ามโซ่ติดไว้ แล้วจะมีหนทางใดที่จะทำให้โจโฉใช้โซ่ผูกกองทัพเรือของตัวเองแบบนั้น



0 ความคิดเห็น:
Post a Comment