ในกลียุคนั้นผู้ที่จะเป็นใหญ่ได้นั้นจำต้องรวบรวมผู้มีสติปัญญาและมีฝีมือการรบให้มาอยู่กับตนมากเท่าที่จำเป็น ซึ่งผู้นำของก๊กทั้งสามนั้นต่างก็มีคนที่ว่านี้ไว้มากมายที่สุดพวกเขาจึงสามารถผงาดขึ้นมาอยู่เหนือคนอื่นในยุคเดียวกัน
ขุนศึกผู้มีความเก่งกาจในการรบนั้นจำเป็นต้องมีแน่ แต่หากว่าเล่าปี่ โจโฉ และซุนกวนขาดบุคคลผู้มีปัญญาที่มีความสามารถในการวางแผนวางกลอุบายเอาชนะข้าศึก หรือวางกลยุทธ์กำหนดแผนการรบและมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลแล้วล่ะก็คงไม่อาจจะก่อตั้งอาณาจักรของตนขึ้นได้แน่นอน
แต่ในกลุ่มผู้มีปัญญาเหล่านั้นก็มีอยู่บางคนที่มีความโดดเด่นขึ้นมาอยู่เหนือผู้อื่นอีกขั้นหนึ่ง
ว่ากันว่าก่อนที่แผ่นดินจะถูกแยกออกเป็นสามก๊กนั้นทั่วแผ่นดินมีคนอยู่แค่ 3 คนที่มองออกว่าสุดท้ายแล้วแผ่นดินจะถูกแบ่งเป็น 3 ฝ่าย
นั่นคือ ขงเบ้ง โลซก และซุนฮก
โจโฉนั้นเป็นผู้ที่สามารถรวบรวมเหล่าขุนศึกและนักรบผู้กล้าไว้ได้มากที่สุดในยุคนั้น และซุนฮกก็เป็นผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศผู้หนึ่งที่เขาได้มาเป็นที่ปรึกษา
และเขายังเป็นที่ปรึกษาอันดับหนึ่งในบรรดาที่ปรึกษาทั้งหมดของโจโฉด้วย
ความสามารถที่เขามีนั้นไม่ใช่การวางกลอุบายแยบยลและพิศดารในการเอาชนะทัพของข้าศึกที่อยู่ตรงหน้า แต่อยู่ที่การกำหนดแผนการรบจากระยะไกลและมีวิสัยทัศน์ในการมองภาพรวมของสถานการณ์ต่างๆในแผ่นดินและกำหนดแผนการรบขั้นเด็ดขาดได้อย่างเฉียบคม
โจโฉยกย่องเขามากจนครั้งหนึ่งถึงขั้นออกปากว่า “ซุนฮกคือเตียวเหลียงของข้า”
เตียวเหลียงก็คือที่ปรึกษาอัจฉริยะที่เคยช่วยให้หลิวปัง(เล่าปัง) ซึ่งเป็นเพียงชาวนายากจนสามารถขึ้นมาผงาดเป็นปฐมฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ฮั่นได้
ในบรรดาที่ปรึกษาทั้งหมดเขาเป็นคนที่โจโฉเชื่อใจมากที่สุดและเขาก็เป็นที่ปรึกษาที่อยู่กับโจโฉมานานที่สุดด้วย
แต่ในวาระสุดท้ายนั้นเขากลับต้องตายอย่างน่าเศร้า แถมความตายนั้นยังเป็นสิ่งที่โจโฉหยิบยื่นให้อีก
ประวัติโดยย่อ
ซุนฮก ชื่อรอง เหวินยื่อ เกิดเมื่อปี ค.ศ. 163 เป็นทายาทตระกูลใหญ่แห่งเมืองอิ้นชวน ซึ่งตระกูลซุนนี้เป็นคนละซุนกับของซุนเกี๋ยนอันเป็นทายาทของซุนหวู่และเป็นใหญ่ในภาคใต้
ในวัยเด็กเขาได้นับการศึกษาที่ดีสมกับเป็นคนในตระกูลใหญ่อีกทั้งยังได้เรียนรู้จารีตและหลักการตามแบบของลัทธิขงจื๊ออีกด้วย ด้วยเหตุนี้เขาจึงเป็นสุภาพชนคนหนึ่งที่มีทั้งการศึกษาและความประพฤติตัวดีเยี่ยม เมื่อเติบโตเป็นวัยรุ่นเขาได้สอบเข้ารับราชการ และได้รับตำแหน่งผู้ดูแลพระราชสำนัก
ต่อมาไม่นานนัก ได้เกิดกบฏโพกผ้าเหลืองขึ้นและเกิดการจลาจลไปทั่วแผ่นดิน ซุนฮกจึงเป็นคนหนึ่งที่ได้เห็นความวุ่นวายของบ้านเมือง รวมถึงความเหลวแหลกของราชวงศ์ฮั่น และนั่นคงเป็นจุดเริ่มที่ทำให้เขาต้องการทำงานรับใช้ชาติเพื่อฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น
ต่อมาเพื่อผลประโยชน์ของตระกูล เขาจำต้องไปขออาศัยอยู่กับฮันฮกผู้เป็นข้าหลวงเมืองกิจิ๋ว ซึ่งภายหลังได้เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของอ้วนเสี้ยว
เขาจึงได้ทำงานอยู่กับอ้วนเสี้ยวอยู่ระยะเวลาหนึ่งและได้พบว่าคนอย่างอ้วนเสี้ยวเป็นคนโลเล ใจคอคับแคบไม่อาจทำการใหญ่ได้ พอดีกับที่ช่วงนั้นโจโฉเริ่มผงาดขึ้นมามีอำนาจทางภาคกลางและได้เป็นเจ้าเมืองกุนจิ๋ว ซุนฮกจึงผละจากอ้วนเสี้ยวไปอยู่กับโจโฉแทน
เมื่อซุนฮกมาอยู่กับโจโฉ เขาได้รับการยกย่องอย่างสูงและไว้ใจให้ทำหน้าที่สำคัญในการบริหารกองทัพ เขามีบทบาทสำคัญมากในการช่วยเหลือโจโฉวางฐานที่มั่นขึ้น จนทัพภายหลังกองทัพของโจโฉได้กลายเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดของภาคกลางเท่าเทียมกับอ้วนเสี้ยวที่เป็นใหญ่ทางภาคเหนือ
ซุนฮกนั้นไม่ได้มีจุดเด่นอยู่ที่การวางแผนพิศดารเพื่อเอาชนะทัพข้าศึกที่ตั้งประจันตรงหน้า แต่ความสามารถของเขาที่โจโฉนั้นมองออกและได้ดึงเอามาใช้ได้อย่างยอดเยี่ยมก็คือการกำหนดแผนการรบในระยะยาวทั้งการมองภาพรวมและสถาการณ์ต่างๆโดยละเอียด และสามารถนำมากำหนดเป็นกลยุทธ์ที่จะใช้ในการพิชิตศึกได้
หลังจากที่ซุนฮกมาอยู่กับโจโฉได้แค่ปีเดียวนั้น โจโฉก็นำทัพบุกทางทิศตะวันออกเพื่อจัดการกับโตเกี๋ยมเจ้าเมืองชีจิ๋ว เหตุเพราะลูกน้องของโตเกี๋ยมได้ทำให้โจโก๋พ่อของเขาต้องตายลงในระหว่างที่กำลังเดินทางมาเมืองกุนจิ๋วของตน
ซุนฮกได้รับหน้าที่ให้อยู่เฝ้ามณฑลกุนจิ๋วและหัวเมืองอื่นโดยรอบ ซึ่งในตอนนั้นเองลิโป้ที่กำลังไร้ฐานที่มั่นและเป็นกลายเป็นขุนศึกพเนจรได้นำกำลังพลนำหมื่นบุกมาหมายจะตลบชิงเอากุนจิ๋วในระหว่างที่โจโฉไม่อยู่
ซึ่งหากว่าต้องเสียกุนจิ๋วไปล่ะก็ โจโฉก็จะขาดที่มั่น ซุนฮกกับเทียหยกที่ปรึกษาอีกคนของโจโฉที่อยู่เฝ้าเมืองเช่นกัน จึงร่วมกันวางแผนประสานสู้ตายกับลิโป้โดยจัดกำลังป้องกันอย่างเข็มแข็ง โดยสุดท้ายก็ต้องเสียเมืองเอียงจิ๋วซึ่งเป็นฐานที่มั่นที่สำคัญไป แต่ก็สามารถป้องกันหัวเมืองที่สำคัญได้ถึง 3 หัวเมือง
ซึ่งนี่เป็นการทำให้โจโฉยังคงสามารถยืนหยัดอยู่ได้ในแผ่นดิน เพราะหากต้องสูญเสียเมืองเหล่านี้ไปจนหมดล่ะก็ โจโฉก็จะหมดฐานที่มั่นที่จะใช้ก่อการใหญ่ได้อีก ผลงานครั้งนี้ของซุนฮกจึงถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญทีเดียว
เมื่อเสียเอียงจิ๋วไปแล้ว โจโฉนั้นคิดจะย้อนกลับไปตีชีจิ๋วของโตเกี๋ยมอีกครั้ง แต่ซุนฮกแนะว่าควรจะกลับไปยึดเอาเอียงจิ๋วคืนมาก่อน เพราะซุนฮกนั้นถือว่าเอียงจิ๋วเป็นเสมือนบ้านของโจโฉ หากสูญเสียบ้านที่เป็นรากฐานเดิมไป การจะขยายอิทธิพลให้เข้มแข็งต่อไปย่อมเป็นไปได้ยาก ซึ่งโจโฉก็รับเอาแผนนี้ของซุนฮกไปทำตาม
และไม่นานนักโจโฉก็สามารถยึดเอาเมืองเอียงจิ๋วคืนจากลิโป้ได้และส่งผลให้ลิโป้กลายเป็นขุนศึกพเนจรอีกครั้ง ซึ่งหากการครั้งแรกนั้นซุนฮกไม่สามารถป้องกันเมืองที่เหลือไว้ได้ล่ะก็ โจโฉคงจะไม่มีโอกาสเอาคืนเช่นนี้ได้แน่นอน
และการกลับมาตีเอาเอียงจิ๋วคืนครั้งนี้ก็ได้ส่งผลในภายหลังที่ทำให้โจโฉมีฐานที่มั่นที่มั่นคงและแข็งแกร่งที่สามารถขยายอิทธิพลออกไปได้กว้างไกล ซึ่งหากไม่ใช่เพราะคำแนะนำของซุนฮกแล้วล่ะก็ โจโฉคงมิอาจจะทำได้เช่นนี้
ในช่วงนั้นเองเหล่าขุนศึกในแดนตงง้วนต่างก็มุ่งแต่จะสู้รบแย่งชิงอำนาจกันโดยไม่ได้สนใจในตัวฮ่องเต้ที่กำลังลอยละล่องหนีจากการตามล่าของลูกสมุนของตั๋งโต๊ะที่เหลืออยู่อย่างลิฉุยและกุยกี
ซุนฮกเป็นคนที่แนะนำให้โจโฉรับเอาตัวฮ่องเต้ไว้ โดยไม่ให้ขุนศึกชิงตัดหน้าไปก่อน เพราะหากได้ฮ่อเต้มาอยู่ในมือจะได้รับผลประโยชน์อย่างใหญ่หลวง ซึ่งโจโฉก็ทำตามอีก
โจโฉรับเอาฮ่องเต้มาอยู่กับตนและจัดการถล่มลิฉุยและกุยกีจนกระจุยเป็นการแสดงให้เห็นถึงประสิทธิกองทัพทำให้ฮ่องเต้ยอมไว้พระทัยไปอยู่กับโจโฉที่เมืองฮูโต๋ซึ่งเป็นเมืองหลวงใหม่ที่โจโฉได้สร้างเตรียมไว้แทนที่เมืองลกเอี๋ยงซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าที่ได้ถูกเผาทำลายจนไม่เหลือสภาพในยุคของตั๋งโต๊ะ



0 ความคิดเห็น:
Post a Comment