feature content slider

Saturday, October 8, 2011

แฮหัวตุ้น เหวียนหลาง (Xiahou Dun)


ยอดขุนพลตาเดียว

"หมางเซี่ยเหา" แปลว่านายพลตาบอดหรือพระยาตาเดียว เป็นฉายาที่บรรดาทหารในกองทัพของโจโฉได้ตั้งให้แก่แม่ทัพคนหนึ่งซึ่งเจ้าตัวเองที่ได้ฉายานี้มานั้นไม่ค่อยจะชอบใจเท่าไหร่นักชายคนนี้เป็นแม่ทัพมือขวาและยังเป็นลูกพี่ลูกน้องที่โจโฉให้ความไว้วางใจมากที่สุดคนหนึ่ง และเขาก็เป็นคนที่อยู่กับโจโฉมาตั้งแรกเริ่มที่โจโฉเริ่มก่อการจวบจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
เขาคือ แฮหัวตุ้น ผู้ที่รู้จักกันในนามของแม่ทัพตาเดียว
ภาพลักษณ์ของเขาในสายตาของคนที่ได้อ่านหนังสือสามก๊กนั้นคงจะมองว่าเขาเป็นคนตาเดียวบ้าระห่ำที่เอาแต่ใช้กำลังเพียงอย่างเดียว แต่เปล่าเลย ในบรรดาแม่ทัพทั้งหมดของโจโฉนั้นเขาเป็นคนที่โจโฉไว้ใจใช้งานและให้ความสนิทสนมมากที่สุดคนหนึ่ง และยังมีความเก่งกาจในการนำกองทัพอย่างที่ไม่เป็นรองใครในบรรดาขบวนขุนพลของยุคนั้นอีกด้วย

ประวัติโดยย่อ

แฮหัวตุ้น หรือ เซี่ยโหวตุ้น ชื่อรองคือเหวียนหลาง เกิดราวปีค.ศ.158-160 ความจริงแล้วเป็นคนในตระกูลเดียวกันกับโจโฉ เพราะบิดาของโจโฉคือโจโก๋นั้นเดิมทีแล้วเป็นคนในตระกูลแฮหัว แต่ว่าได้ไปเป็นบุตรบุญธรรมของมหาขันทีโจเต็ง โจโฉจึงได้ใช้นามสกุลโจต่อมา แฮหัวตุ้นจึงถือเป็นลูกพี่ลูกน้องของโจโฉที่มีอายุไล่เลี่ยกันที่สุดเล่ากันว่าต้นตระกูลแฮหัวนั้นเป็นขุนศึกที่โด่งดังในสมัยต้นราชวงศ์ฮั่น ดังนั้นทั้งแฮหัวตุ้นและแฮหัวเอี๋ยนผู้น้อง จึงนับว่าเป็นทายาทของยอดขุนพลดังในอดีตเช่นกัน
เล่ากันว่าเมื่ออายุ 14 แฮหัวตุ้นได้ไปฝึกวิชาการต่อสู้กับอาจารย์คนหนึ่งจนเชี่ยวชาญทั้งทวนและพลอง ครั้งหนึ่งมีคนมาดูถูกอาจารย์ของเขา เขาจึงใช้ทวนแทงคอหอหอยเจ้าคนนั้นจนตายในทีเดียวและหลบหนีมา
ตอนนั้นโจโฉได้เริ่มรับราชการแล้ว แฮหัวตุ้นจึงขอมาอยู่ด้วยและเริ่มช่วยงานของโจโฉนับแต่บัดนั้นในฐานะนายทหารมือขวาผู้ดุดัน
จากนั้นในแผ่นดินได้เกิดความวุ่นวายขึ้นจากการก่อกบฏของโจรผ้าเหลือง โจโฉซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารม้าเร็ว ได้รับหน้าที่ให้ปราบปรามโจรผ้าเหลืองในเขตปริมณฑลและบริเวณรอบเมืองหลวง และโจโฉก็ได้ให้แฮหัวตุ้นเป็นนายกองช่วยคุมทหารในการรบครั้งนี้ด้วย
หลังจากปราบปรามโจรผ้าเหลืองได้สำเร็จ โจโฉก็ได้เข้ารับตำแหน่งที่สูงขึ้นเพราะมีผลงานดี และท้ายที่สุดก็ได้เป็นผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ในสังกัดของอ้วนเสี้ยว สำหรับแฮหัวตุ้นนั้นคาดว่าคงจะกลับไปอยู่ที่บ้านเดิมเพราะว่าตัวเขาไม่ได้รับราชการเป็นขุนนางด้วย
จากนั้นในปีค.ศ.189 ก็เกิดเหตุการณ์ใหญ่ขึ้นเมื่อตั๋งโต๊ะเจ้ามืองเสเหลียงนำกำลังทัพนับแสนเข้ายึดอำนาจในเมืองหลวงและตั้งตันหลิวอ๋องขึ้นเป็นฮ่องเต้นามพระเจ้าเหี้ยนเต้ในวัยเพียง 9 ชันษา
โจโฉได้รับการแต่งตั้งจากตั๋งโต๊ะให้เป็นผู้บังคับการกรมทหารม้าเร็ว แต่ก็ทนอยู่ได้ไม่นานจึงหนีจากมาที่บ้านเกิด และออกราชโองการปลอมเพื่อรวบรวมขุนศึกจากทั่วแผ่นดินให้ร่วมกันต่อต้านตั๋งโต๊ะ ซึ่งแฮหัวตุ้นก็ได้กลับมาร่วมงานกับโจโฉอีกครั้ง โดยมีหน้าที่ช่วยรวบรวมกองทหารอาสาให้กองทัพของโจโฉได้ราว 5000 คน
ในศึกระหว่างทัพพันธมิตรกับตั๋งโต๊ะนั้นผลสรุปก็ออกมาอย่างที่ได้เคยเขียนไว้ในบทของลิโป้ก่อนหน้านี้ นั่นคือตั๋งโต๊ะได้เผาเมืองลกเอี๋ยงและย้ายเมืองหลวงหนีไปอยู่ที่เมืองเตียงฮัน และภายในทัพพันธมิตรนั้นต่างมีความขัดแย้งกันมากจึงได้สลายตัวลง
โจโฉได้หลบออกไปตั้งหลักและสะสมกำลังพลจากนั้นก็ได้นำกำลังเขายึดเมืองตงจวุ้นและใช้เป็นฐานที่มั่นนับแต่นั้น
ต่อมาในปีค.ศ.192 โจโฉก็ได้เข้ารับตำแหน่งเจ้าเมืองกุนจิ๋วแทนเล่าต้ายที่ตายเพราะพ่ายแพ้ในการปราบปรามกบฏผ้าเหลืองแห่งเมืองเซียงจิ๋ว
ในช่วงนี้แฮหัวตุ้นได้รับหน้าที่ให้ดูแลเมืองตงจวุ้นแทนซึ่งช่วงนี้เองที่เขาได้พบกับจอมพลังคนหนึ่งที่ภายหลังได้กลายมาเป็นองครักษ์ของโจโฉนั่นคือ"เตียนอุย"
เรื่องคือว่าเมื่อแฮหัวตุ้นได้ออกไปล่าสัตว์ในป่านั้น ระหว่างทางเขาได้พบกับเสือตัวหนึ่งเข้า แฮหัวตุ้นจึงหมายที่จะเข้าสู้กับเสือตัวนั้น แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ทำอะไร ก็มีชายร่างยักษ์คนหนึ่งโผล่พรวดออกมาและจัดการกับเสือตัวนั้นให้ตายคามือด้วยมือเปล่า
แฮหัวตุ้นรู้สึกทึ่งในพละกำลังของชายคนนี้ เขาจึงได้สอบถามชื่อ ชายคนนั้นบอกว่าตนชื่อเตียนอุย
แล้วแฮหัวตุ้นจึงได้ชักชวนเตียนอุยให้มาอยู่ด้วยกันกับโจโฉ ตั้งแต่นั้นเตียนอุยก็ได้กลายเป็นองครักษ์ผู้ภักดีของโจโฉจนกระทั่งตายลง นับว่าแฮหัวตุ้นเป็นคนที่มีสายตาแหลมคมและรู้จักชักชวนคนเก่งให้มาอยู่ด้วยคนหนึ่งเหมือนกัน แสดงว่าเขาไม่ได้มีดีแค่ความบ้าบิ่นอย่างเดียว
ต่อมาโจโฉได้อัญเชิญพระเจ้าเหี้ยนเต้มาประทับที่เมืองฮูโต๋ซึ่งเขาได้สร้างขึ้นให้เป็นเมืองหลวงใหม่ตามคำแนะนำของซุนฮกและกุยแก และได้พิชิตทัพของลิฉุยกุยกีจนพ่ายแพ้ โดยศึกนี้มีแฮหัวตุ้นเป็นทัพหน้า
แฮหัวตุ้นร่วมศึกกับโจโฉไปแทบจะทุกครั้งและทุกที่ๆโจโฉไป แถมยังเป็นญาติสนิทอีกด้วยนอกจากนี้แฮหัวตุ้นยังเป็นแม่ทัพที่ชำนาญทั้งฝีมือยุทธ์ การนำกองทหารและการวางอุบายศึก ดังนั้นเขาจึงเป็นขุนศึกที่โจโฉให้ความไว้วางใจมากที่สุดคนหนึ่ง และยังว่ากันว่าในบรรดาขุนพลคนสนิททั้งหลาย นี่คือขุนพลคนเดียวที่รู้ใจโจโฉมากที่สุดด้วย เขามักจะเรียกโจโฉด้วยชื่อรองเมิ่งเต๋อ ซึ่งแสดงว่าพวกเขาสนิทสนมกันมากกว่ายิ่งนายบ่าวแม้ภายนอกจะแสดงออกเช่นนั้น เหมือนดั่งที่จิวยี่เคยพูดถึงความสัมพันธ์ของตนเองกับซุนเซ็ก
แฮหัวตุ้นออกรบพร้อมกับโจโฉมากมายหลายครั้ง แต่การศึกที่สร้างชื่อเสียงให้เขาโด่งดังและเป็นที่รู้จักมากที่สุดนั้นกลับเป็นการศึกที่ทำให้เขาต้องสูญเสียดวงตาข้างหนึ่งของเขาไป นั่นคือในการศึกกับนักรบอันดับหนึ่งแห่งยุคอย่างลิโป้
โจโฉกับลิโป้ได้ประจัญบานกัน โดยลิโป้สั่งให้สี่ทหารเอกของตนนำทัพออกมาต้านกองทัพของโจโฉซึ่งมีแฮหัวตุ้นเป็นทัพหน้า
แฮหัวตุ้นได้ไล่ตะลุยจนสี่ทหารเอกของลิโป้ต้องแตกกระเจิง และในระหว่างที่กำลังไล่ล่าอยู่นั้น โกซุ่นหนึ่งในสี่ทหารเอกของลิโป้ก็ยิงธนูใส่แฮหัวตุ้น ลูกธนูลูกหนึ่งพุ่งเข้าที่ดวงตาซ้ายของแฮหัวตุ้นอย่างพอดิบพอดี
หากเป็นคนธรรมดาเมื่อโดนลูกธนูปักเข้าดวงตาแบบนั้นคงจะร้องและดิ้นพรวดพราดไปแล้ว แต่แฮหัวตุ้นกลับดึงลูกธนูออกมาจากดวงตาของเขาอย่างหน้าตาเฉย
ลูกธนูที่ดึงออกมานั้นมีดวงตาปักติดออกมาด้วย และเขาก็ทำในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีใครในโลกนี้ที่กล้าทำ
เขาคำรามดังสนั่นว่า"เชื้อพ่อเลือดแม่ ทิ้งให้ตกพื้นไม่ได้"
ว่าแล้วเขาก็กลืนดวงตาลูกนั้นเข้าไปในปากแล้วเคี้ยวกลืนลงคออย่างสดๆ ท่ามกลางความตกตะลึงของทหารในกองทัพของตนเองและของฝ่ายศัตรูในความบ้าบิ่นเกินคนนี้ แม้แต่โกซุ่นซึ่งเป็นคนที่ยิงธนูใส่เขาและเป็นแม่ทัพที่กล้าหาญคนหนึ่งยังต้องตกตะลึง

0 ความคิดเห็น:

Post a Comment

Share

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More